ที่นี่เรียนอย่างไร



เข้าใจการเรียนที่อาภา
ศูนย์การเรียนอาภามุ่งหมายที่จะปลุกศักยภาพในทุกๆแง่มุมของความเป็นมนุษย์ ทางด้านความคิดสติปัญญา รู้จักตัวเอง รู้อารมณ์ตัวเอง เข้าใจและเห็นอกเห็นใจตัวเองและผู้อื่น คิดได้และลงมือทำได้ด้วย เราเน้นเรื่องเจตจำนงให้ลงมือทำได้ดี ศักยภาพในแง่มุมเหล่านี้แฝงเร้นอยู่ในตัวเด็ก เราสนับสนุนให้ศักยภาพเหล่านี้เติบโตงอกงามและปรากฏออกมา

ทำความรู้จักวอลดอร์ฟ
ศูนย์การเรียนอาภาใช้แนวทางการศึกษาวอลดอร์ฟ ซึ่งให้ความสำคัญกับสุนทรียภาพ ศิลปะ และจินตนาการ อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเรียนรู้ พัฒนาการ และความเจริญงอกงามในจิตใจเด็ก
ในทุกวิชาที่สอนจึงมีศิลปะสอดประสานอยู่อย่างกลมกลืน อันรวมถึงศิลปะในการสอนด้วย เพื่อให้ความงามนั้นประทับอยู่ภายในตัวเด็ก นำไปสู่ความสนใจและเข้าใจในเนื้อหาการเรียนรู้ได้อย่างมีชีวิตชีวา
การศึกษาวอลดอร์ฟเริ่มต้นจากบรรยายเรื่อง “การศึกษาและการสร้างสังคมใหม่” และมีคำถามว่า
“โรงเรียนแบบนี้จะมีขึ้นเพื่อลูกของพวกเราได้หรือไม่”

แต่ละระดับชั้น เรียนอะไร
ที่อาภาจัดการศึกษาอย่างเข้าใจเด็ก เข้าใจการเรียนรู้ของเด็ก สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กแต่ละวัย เพื่อให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ
โดยเด็กจะได้เรียนทั้งทฤษฎีในบทเรียนหลัก และได้ลงมือทำอย่างสอดคล้องกับบทเรียน ทั้งฟังเรื่องเล่า ทำงานศิลปะ ร้องเพลง เล่นดนตรีอันเอื้ออำนวยต่อการเติบโตของเด็กในแต่ละวัย เด็กๆ จะได้ทำครบทั้งงานบ้าน งานครัว งานสวน ซึ่งตอกย้ำได้ดีถึงการที่เชื่อมั่นในตัวเองว่าเราจะมีชีวิตรอด และเรามีความสามารถจะทำอะไรก็ได้ และลงมือทำได้จริงด้วย
กิจกรรมจากอาภา

ห้องเรียนพ่อแม่
พื้นที่สำหรับให้พ่อแม่ได้มาเรียน
เพื่อให้บ้านเป็นพื้นที่ที่จะช่วยทำให้เด็กๆ วางใจ เรียนรู้ และเติบใหญ่ไปด้วยกัน
คำถามที่พบบ่อย
เยี่ยมชม
อยากเข้าไปดูโรงเรียนต้องทำอย่างไร
ช่วงเปิดเทอมศูนย์การเรียนอาภาเปิดให้ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมและพูดคุยกับครูทุกวันอังคารแรกของเดือน เวลา 16:00 น. รบกวนทำการนัดหมายเพื่อขอเข้าเยี่ยมชมตามวันเวลาดังกล่าว ช่วงปิดเทอมสามารถทำการนัดหมายตามเวลาที่สะดวก (ทางศูนย์การเรียนไม่สะดวกให้เข้าชมโดยไม่ทำการนัดหมายล่วงหน้า)
ศูนย์การเรียนเป็นโรงเรียนหรือไม่ มีเอกสารรับรองหรือไม่ อย่างไร
ศูนย์การเรียนอาภา จดทะเบียนเป็นศูนย์การเรียน ภายใต้ พรบ.การศึกษาทางเลือก เป็นศูนย์การเรียนที่จดจัดตั้งโดยองค์กรชุมชน โดยมีสถานะเทียบเท่าโรงเรียนปกติ เปิดสอนตามปกติ คือ จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-16.00 น. มี 2 เทอมใน 1 ปีการศึกษา
ศูนย์การเรียนสามารถออกเอกสารรับรองการศึกษาได้เทียบเท่าโรงเรียนในระบบ
นักเรียนที่จบจากศูนย์การเรียนมีหลักฐานรับรองการศึกษาและมีสิทธิสมัครเข้าเรียนในโรงเรียนในระบบ รวมไปถึงการสมัครเข้าเรียนระดับอุดมศึกษา (มหาวิทยาลัย) ได้ตามปกติ (ยกเว้นกรณีโครงการโควต้าพิเศษ จะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละมหาวิทยาลัย)
ถ้าอยากไปเรียนต่อที่อื่นจะเรียนได้หรือไม่ ต้องทำอย่างไร
ในกรณีที่ต้องการออกไปศึกษาต่อยังสถานศึกษาอื่น ศูนย์การเรียนสามารถออกใบรับรองการศึกษา (ปพ.1) เพื่อใช้สมัครเข้าเรียนโรงเรียนในระบบทั่วไปได้ตามปกติ
จบแล้วเข้ามหาวิทยาลัยได้หรือไม่
คำถามนี้เป็นคำถามสำคัญ โดยเฉพาะผู้ปกครองที่ลูกๆ ยังอยู่ในวัยเล็กๆ (อนุบาลหรือชั้นประถม) อยากให้ย้อนกลับไปดูเป้าหมายของตัวเองอีกครั้งว่ามองการศึกษาของลูกไว้แบบไหน อย่างไร
สำหรับการเรียนในอาภา การเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เป็นเพียงหนึ่งทางเลือกที่เด็กๆ อาจจะเลือกหรือไม่เลือกก็ได้ การศึกษาที่เราบ่มเพาะมาตั้งแต่ในวัยเล็กๆ เน้นให้เขารู้จักตนเอง รู้จักศักยภาพของตนเอง เข้าใจตนเอง ในขณะเดียวกันก็รู้จักและเคารพคนอื่นๆ เมื่อโตขึ้นในวัยมัธยมเข้าจะเข้าใจและเรียนรู้ชุมชน สังคม และโลกภายนอกที่กว้างขวางขึ้น เขาจะจัดวางตัวเองกับสังคมและโลกนี้อย่างไร และจะเลือกเดินเส้นทางไหน ขึ้นอยู่กับความสนใจของเด็กแต่ละคน
เพราะฉะนั้น การเรียนการสอนจึงไม่ได้เน้นเพื่อสอบ หรือเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย หากเมื่อถึงวัยมัธยมปลาย ในกรณีเด็กเลือกที่จะเข้ามหาวิทยาลัยชัดเจน อาจต้องได้รับการสนับสนุนทั้งจากที่บ้านและที่โรงเรียนร่วมกัน วิธีแบบไหนอย่างไร ขึ้นอยู่กับเด็กแต่ละคน
การเรียนการสอน
มีสอนภาษาต่างประเทศไหม
เราใช้ภาษาไทยเป็นภาษาหลักในการจัดการเรียนการสอน ตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยมปลาย เด็กจะได้เรียนภาษาต่างประเทศเมื่อขึ้นชั้นประถม โดยเราเลือก 2 ภาษา คือ ภาษาจีนและภาษาอังกฤษ ทั้งนี้ไม่ได้เน้นเรียนเพื่อความเชี่ยวชาญทางภาษา ในวัยประถมเรียนรู้ผ่านการฟังนิทาน การร้องเพลง การสื่อสาร เมื่อโตขึ้นเรียนรู้เรื่องวัฒนธรรม ความเข้าใจความหลากหลายของภาษาและวัฒนธรรม
ที่นี่สอนศาสนาไหม
ความเคารพนบนอบ (Reverence) เป็นหัวใจสำคัญที่เราบ่มเพาะให้กับเด็กๆ
เด็กๆ เรียนรู้ความดีความงามจากสภาพแวดล้อม การจากปฏิบัติตัวของครูและผู้ใหญ่ในชุมชน เด็กๆ ได้ฟังนิทาน และเรื่องเล่าต่างๆ ในบทเรียน ไม่ว่าจะเป็นตำนานสร้างโลกในหลากหลายศาสนาและชนชาติ ตำนานเทพเจ้าต่างๆ มีกิจกรรม เทศกาล ประเพณีที่สอดคล้องกับชีวิตและฤดูกาลต่างๆ โดยไม่ได้เจาะจงเพียงศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่ทุกอย่างผสานกลมกลืมกับธรรมชาติและชีวิต
ประเมินผลการเรียนอย่างไร
การประเมินผลนักเรียน ที่อาภาเราไม่มีการสอบวัดเกรด ไม่ได้วัดผลกันเชิงปริมาณ ตัดเกรด แต่วัดในเชิงคุณภาพ ครูจะเขียนรายงานผลการเรียนและพบผู้ปกครองอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อให้ผู้ปกครองเห็นภาพพัฒนาการของเด็ก และเพื่อให้การทำงานกับเด็กทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนไปในทางที่สอดคล้องกัน
โดยในรายงานผลการเรียน นอกจากจะจะบรรยายถึงความสามารถของนักเรียนแล้ว ยังบรรยายและให้เกียรติต่อพัฒนาการของเด็ก รวมถึงให้เขาเสนอแนะสำหรับอนาคตด้วย
การใช้สื่อ
ทำไมถึงไม่ให้เด็กรับสื่อบางประเภท (ดูทีวี การ์ตูน เล่นเกม)
ผลต่อพัฒนาการ
สื่อต่างๆ ล้วนขัดขวางพัฒนาการของเด็กๆ ในทุกมิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม อารมณ์ และจินตนาการ
- การรับภาพที่เร็วเกินไปส่งผลต่อการทำงานของดวงตา การไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายทำให้ร่างกายอ่อนแอ
- เพลงต่างๆ ล้วนกระตุ้นไปในเรื่องเพศ และรูปลักษณ์ภายนอก
- การ์ตูน ไม่มีการ์ตูนไหนที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ทั้งหมดเป็นภาพสำเร็จรูปที่ปิดกั้นจินตนาการ
- สื่อโซเชียลต่างๆ ที่เราไม่มีทางรู้เลยว่าลูกคุยกับใคร เจอสังคมแบบไหนในนั้น และแยกออกหรือไม่ว่านั่นเป็นโลกเสมือนที่เป็นจริงแค่ไหน
เด็กหลายคนมีความสามารถ มีศักยภาพมากมาย แต่ดึงออกมาใช้ไม่ได้ จัดการอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ไม่รู้วิธีที่จะเล่นกับเพื่อน เพราะเลียนแบบจากสื่อ
การที่เด็กคนหนึ่งรับสื่อมาไม่เพียงส่งผลต่อการเรียนรู้ของเขาเอง ยังส่งผลต่อเด็กคนอื่นๆ ในชุมชนที่ไม่ได้รับสื่อด้วยเช่นกัน ชุมชนเราเคยพูดคุยถึงปัญหานี้กัน
ผลต่อการเข้าสังคมและการเรียนรู้
สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนเลยคือเด็กๆ ที่ได้รับสื่อ ได้รับการกระตุ้น และรับข้อมูลต่างๆ ที่ยังไม่เหมาะสมกับวัยมาอย่างท่วมท้น และไม่สามารถควบคุมจัดการมันได้ ต้องมาเอาออกที่ รร. คำพูดหยาบคาย มุกตลกลามกกลายเป็นเรื่องปกติที่เด็กๆ ใช้กัน โดยไม่มีเส้นแบ่ง ใช้กับเพื่อน และใช้แม้กระทั่งกับครู มีข้อมูลที่เป็นข้อมูลตายตัวมาโต้เถียงครู และไม่เปิดรับสิ่งที่ครูสอน
ในขณะที่โรงเรียนพยายามที่จะจัดสิ่งแวดล้อม เอื้ออำนวยให้เด็กสังเกต เรียนรู้ จัดกระบวนการให้เขาค้นพบสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง หล่อเลี้ยงด้วยดนตรี ศิลปะ ให้ทุกอย่างมีความงดงามอยู่ในชีวิต เรื่องเพศก็คือความงามตามธรรมชาติ คือความแตกต่าง และค่อยๆ เรียนรู้อย่างเข้าใจเมื่อถึงเวลา ไม่ใช่เรื่องลามกจกเปรตที่เอามาล้อเลียนหรือด่าทอกัน
ผลต่อจินตนาการและความสร้างสรรค์
การปล่อยให้เด็กอยู่กับสื่อ หรือพยายามให้ข้อมูลอะไรที่มากเกินไป เป็นการกระตุ้นให้เด็กตื่นก่อนวัยอันควร โดยเฉพาะในเรื่องเพศ ถ้าเราให้ข้อมูลในเชิงชีววิทยา เพศศึกษาหรือการป้องการการมีเพศสัมพันธ์ เสียตั้งแต่วัยเล็กๆ ก็เท่ากับเป็นการตอกตะปูปิดฝาโลงของโลกวัยเด็ก
“สื่อ” นั้น ไม่ใช่แค่การดูจอไม่ว่าจะเป็นจอโทรทัศน์, หรือจอโทรศัพท์ มือถือ แต่หมายถึงภาพยนตร์ เพลง เกม แม้แต่หนังสือที่มีเนื้อหาไม่เหมาะกับวัย หรือหนังสือที่เป็นภาพ รวมถึงบุคคลรอบตัวเด็ก ก็ล้วนเป็นสื่อที่ส่งผลต่อตัวเด็กได้
สุดท้าย ไม่ว่าสถานที่จะจัดไว้เพื่อโอบอุ้มเด็กแค่ไหน ครูจะทุ่มเทแค่ไหน หลักสูตรที่เตรียมไว้จะดีแค่ไหน แต่ถ้าไม่มี commitment ของคนในชุมชนร่วมกัน ในการจัดการและให้เขาใช้สื่อเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมทุกอย่างก็เปล่าประโยชน์
จะใช้สื่อได้เมื่อไร เด็กจะเท่าทันเทคโนโลยีหรือไม่
เมื่อพัฒนาการทางกาย และใจได้รับการดูแลบ่มเพาะอย่างเหมาะสม เมื่อถึงวัยที่ตรรกะความคิดของเด็กค่อยๆ ก่อตัวขึ้น
เด็กจะค่อยๆ รับรู้ด้วยคุณค่า
ในชั้น ป.6 เด็กๆ ได้เริ่มทำการทดลอง แบบเป็นขั้นเป็นตอน สังเกตสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติในแง่มุมของวิทยาศาสตร์เรื่องเสียง การมองเห็น สัมผัสร้อนเย็น ที่สัมพันธ์กับชีวิตและตัวเขา ได้เริ่มมีวิชาอ่านข่าว เรียนรู้ที่จะแยกข้อเท็จจริง และข้อคิดเห็นออกจากกัน
ในมัธยมเรียนเลขฐานสอง พัฒนาการการก่อเกิดเทคโนโลยีในแขนงต่างๆ
ม.3 รู้จักคอมพิวเตอร์ตั้งแต่การถือกำเนิด กลไกการทำงาน ได้รื้อได้ประกอบคอมพิวเตอร์ด้วยตัวเอง
เมื่อรู้จัก เข้าใจ ใช้ประโยชน์ และเท่าทัน การเปิดรับสื่อและเทคโนโลยีก็จะเป็นไปในแบบที่มีคุณค่าและมีความหมาย






